skip to Main Content

วิกฤตชาวกาซ่า : หนีเสือปะจระเข้

ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซ่ามีไฟฟ้าใช้เพียงวันละ 5 ชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีอย่างหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีชาวกาซ่าเสียชีวิตแล้ว 137 ราย ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบพันคนแล้ว

ก่อนที่จะเกิดวิกฤตในปัจจุบัน ชาวกาซ่าอาศัยอยู่ในภาวะที่เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติเรียกว่า “ความเสื่อมโทรมที่เป็นพิษ” ซึ่งเกิดจากการปิดล้อมอย่างต่อเนื่องและยาวนานจากอิสราเอล และอียิปต์ ที่นั่นมีผู้อยู่อาศัยราวสองล้านคน เป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลกแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งต้องทนอยู่กับไฟฟ้าดับรายวันบางครั้งสูงถึง 16 ชั่วโมง ตลอดการใช้น้ำที่ใช้ได้แบบวันเว้นวัน

เจ้าหน้าที่อิสราเอลที่ไม่เปิดเผยตัวบอกกับนิวยอร์คไทม์ว่า ตอนนี้ชาวกาซ่ามีไฟฟ้าใช้ประมาณวันละ 5 ชั่วโมง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิสราเอลปิดจุดผ่านแดนที่เชื่อมต่อกับฉนวนกาซ่า โดยเชื้อเพลิงส่วนใหญ่มาถึง แต่อิสราเอลอ้างว่ากลุ่มฮามาสที่ปกครองฉนวนกาซ่านั้นเป็นกลุ่มก่อการร้ายได้ยิงจรวดโจมตีอิสราเอลทำให้ระบบสายไฟเสียหาย การอ้างอิงดังกล่าวไม่สามารถยืนยันได้โดยอิสระ

โดยปกติฉนวนกาซ่าได้รับไฟฟ้า 1 ใน 4 จากอิสราเอล อีกส่วนหนึ่งมาจากโรงไฟฟ้าในฉนวนกาซ่าที่ยังต้องอาศัยเชื้อเพลิงจากอิสราเอล บวกกับการบริจาคเชื้อเพลิงจากกาตาร์ และความช่วยเหลืออื่นๆ

ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน ความต้องการใช้ไฟฟ้าของชาวกาซ่าจากครึ่งหนึ่งลดเหลือเพียง 2 ใน 3 เท่านั้นหมายความว่าชาวกาซ่าจะมีไฟฟ้าใช้ติดต่อกันไม่เกิน 8 ชั่วโมง

การขาดแคลนดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงพยาบาล ซึ่งย่ำแย่กับวิกฤตโควิด-19 อยู่แล้ว ยังต้องมาประสบกับการโจมตีของอิสราเอลอีก

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขของกาซ่าเรียกร้องให้อิสราเอลเปิดจุดผ่านแดนสำหรับผู้ป่วยเพื่อรับการรักษา และเพื่อเปิดทางสู่การเข้าถึงบุคลากรการแพทย์และเวชภัณฑ์

สหประชาชาติกล่าวว่า จากการโจมตีของอิสราเอลทำให้ชาวกาซ่าต้องละทิ้งบ้านเรือนกว่า 10,000 คน

วิกฤตชาวกาซ่า : หนีเสือปะจระเข้

Back To Top
Search