skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : หน่วยงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติระหว่างประเทศ เผยข้อมูลน่ากังกวลเกี่ยวกับจำนวนสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งใกล้สูญพันธุ์ เพราะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ขณะที่ 1 ใน 3 ของสายพันธุ์ต้นไม้บนโลก “กำลังจะหายไป”

📌 รายงานชี้ มังกรโคโมโด-ฉลาม เสี่ยงสูญพันธุ์

องค์การระหว่างประเทศ เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) เผยแพร่รายงานประจำปี ว่าด้วยการประเมินสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตบนโลก 138,374 สายพันธุ์ ปรากฏว่า ประมาณ 28% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตดังกล่าว มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ “เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากกิจกรรมทำลายล้างของมนุษย์ที่มีต่อระบบนิเวศ”

หนึ่งในสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มีการยกตัวอย่างว่าอยู่ใน “บัญชีแดง” คือ มังกรโคโมโด (Komodo Dragons) ซึ่งเป็นตะกวดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต ด้วยภาวะโลกร้อนส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง สถานที่อาศัยของมังกรโคโมโดเหลือเพียงที่อินโดนีเซีย คือ อุทยานแห่งชาติโคโมโด บริเวณหมู่เกาะซุนดาน้อย ซึ่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเนสโก ) ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ และที่เกาะโฟลเรสซึ่งอยู่ใกล้กันเท่านั้น

ทั้งนี้ ไอยูซีเอ็นเตือนว่า หากภาวะโลกร้อนยังคงมีความรุนแรงระดับนี้ต่อไป ประชากรมังกรโคโมโดที่มีน้อยอยู่แล้ว อาจลดลงอีก 30% ภายในเวลา 45 ปีนับจากนี้ ขณะที่ประชากรฉลามและกระเบน 37% จากประมาณ 1,200 สายพันธุ์ “อยู่ในภาวะอันตราย” และเผชิญกับความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ พร้อมทั้งแสดงความกังวลด้วยว่า ฉลามบางสายพันธุ์อาจสูญพันธุ์ไปแล้วด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของปลาทูน่าสายพันธุ์หลัก 4 สายพันธุ์บนโลก รวมถึง ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน และปลาทูน่าครีบเหลือง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามของหลายฝ่าย ในการจำกัดโควตาการจับปลาทูน่า และสอดส่องการลักลอบจับปลาทูน่า แม้ความเปลี่ยนแปลง “อย่างรุนแรง” ของระบบนิเวศ เพิ่มแรงกดดันให้กับประชากรปลาทูน่าบนโลกเช่นกัน.

📌 1 ใน 3 ของชนิดต้นไม้บนโลกเสี่ยงสูญพันธุ์

นอกจากบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ จะล้มหายตายจากไปหลายชนิด ตอนนี้หนึ่งในสามของพันธุ์ไม้ทั่วโลกก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงสูญพันธุ์เช่นกัน โดยองค์กรสวนพฤกษศาสตร์นานาชาติเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์พืช (BCGI ) เผยแพร่รายงาน “สถานะต้นไม้โลก” (State of the World’s Tree) ซึ่งใช้เวลาศึกษายาวนาน 5 ปี รวบรวมข้อมูลจากต้นไม้ 58,947 สายพันธุ์บนโลกที่เรารู้จัก

ปรากฏว่า อย่างน้อย 30% หรือราว 17,500 สายพันธุ์ เผชิญกับภาวะใกล้สูญพันธุ์ ต้นไม้ 142 สายพันธุ์ น่าจะสูญพันธุ์ไปแล้ว และต้นไม้ 440 สายพันธุ์ อาจมีจำนวนเหลือบนโลก เพียงสายพันธุ์ละไม่ถึง 50 ต้น ขณะที่ต้นไม้อีก 21 สายพันธุ์ “ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์” และมีต้นไม้เพียงประมาณ 40% ของทั้งหมดในรายงาน ซึ่งไม่อยู่ในสถานะ “อันตราย” ทั้งนี้ ในส่วนของต้นไม้ซึ่งบีซีจีไอจัดว่าอยู่ในสถานะอันตรายหรือใกล้สูญพันธุ์นั้น รวมถึง แมกโนเลีย โอ๊ก เมเปิล และไม้มะเกลือ

ทั้งนี้ รายงานของบีซีจีไอระบุด้วยว่า อัตราการตัดไม้ทำลายป่าบนโลกยังคงสูง โดยพื้นที่น่าเป็นห่วงรวมถึงลุ่มน้ำแอมะซอน ซึ่งครอบคลุมอาณาเขตในบราซิลมากที่สุด มีต้นไม้ 8,847 สายพันธุ์ จากจำนวนดังกล่าว 1,788 สายพันธุ์มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ นอกจากนั้นยังมีผืนป่าในอินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน โคลอมเบีย และเวเนซุเอลา ซึ่งผืนป่าในพื้นที่อยู่ในภาวะอันตราย

รายงานระบุลำดับภัยคุกคามหลัก ประกอบด้วย เกษตรกรรม 29% รองลงมาคือการทำไม้ 27% และปศุสัตว์ 14% การพัฒนาที่อยู่อาศัยในเชิงพาณิชย์ คิดเป็น 13% เท่ากับปัญหาไฟป่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการทำเหมือง การทำแปลงปลูกเยื่อกระดาษ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานพันธุ์พืชดั้งเดิม ตลอดจนปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นักพฤกษศาสตร์เปรียบต้นไม้ว่าเป็น “กระดูกสันหลังของระบบนิเวศในธรรมชาติ” หากต้นไม้ – หรือป่า – ลดลงอย่างรวดเร็วจะมีผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษย์โดยตรง ทั้งจากการเป็นแหล่งผลิตออกซิเจน เป็นด่านหน้าในการป้องกันลมพายุ เป็นแหล่งเก็บกักและช่วยสร้างน้ำจืด ตลอดจนการใช้ประโยชน์ทางตรง เช่น สร้างบ้านเรือน ทำฟืน เป็นแหล่งอาหารและยา

การเป็นเสาหลักของระบบนิเวศยังเอื้อประโยชน์ไปถึงแมลง นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หากขาดต้นไม้ ชีวิตอื่นๆ ก็คงเอาตัวรอดได้ยาก และที่ขาดไม่ได้คือบทบาทด้านการเก็บกักคาร์บอนได้ออกไซด์ ซึ่งโลกและเรากำลังต้องการต้นไม้มาเป็นพันธมิตร ร่วมสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

📌 ผลกระทบเป็นวงกว้าง

คณะผู้จัดทำรายงานเตือนด้วยว่า การที่ไม่สามารถฟื้นฟูพื้นที่ป่าให้กลับคืนได้ภายในเวลาที่เหมาะสม สุ่มเสี่ยงทำให้ “โครงสร้างทั้งหมดของระบบนิเวศ” ต้องล่มสลาย เช่นต้นไม้ที่ต้องการร่มเงา ก็จะอาศัยไม้ที่โตกว่าช่วยบังแสงแดด

ในปี 2020 ที่ผ่านมา ป่าไม้บนโลกใบนี้ได้หายไปประมาณ 12.2 ล้านเฮกตาร์ – มากกว่าที่เสียไปในปี 2019 ราว 12% โดยเฉพาะป่าฝน เสียไปถึง 4.2 ล้านเฮกตาร์ ผลของการทำลายป่าในปีที่ผ่านมา เทียบเท่าการปล่อยคาร์บอนฯ 2.64 พันล้านตัน บราซิลครองแชมป์เสียป่ามากถึง 1.7 ล้านเฮกตาร์ มากกว่าปี 2019 ราว 15% ขณะที่ผืนป่าแอมะซอนในอาณาเขตประเทศบราซิลได้สูญเสียความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนฯ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้จัดทำรายงานจึงขอเรียกร้องให้สังคม หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลป่าไม้ในทันที พวกเขาบอกว่าต้นไม้ต้องได้รับการความคุ้มครองจากคน งบประมาณด้านการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองควรถูกเพิ่มมากกว่าปัจจุบัน รวมถึงการปลูกต้นไม้ทดแทน ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินควบคู่กันไป แต่ควรให้ความสำคัญกับชนิดพันธุ์ท้องถิ่น และชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์มาเป็นอันดับแรก

ที่มา :

dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/238081/ https://www.dailynews.co.th/news/228502/

BGCI : https://mailchi.mp/bgci/stateoftrees

IUCN : https://www.iucnredlist.org/

28% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตบนโลก-พันธุ์ต้นไม้1ใน3เสี่ยงสูญพันธุ์

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ