skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : สามพรรคการเมืองเยอรมนี บรรลุข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเสนอ โอลาฟ โชลซ์ เป็นนายกฯคนต่อไป ปิดฉากการดำรงตำแหน่งนาน 16 ปีของอังเกลา แมร์เคิล ซึ่งแพ้เลือกตั้งในเดือนกันยายน

3 พรรคใหญ่ของประเทศเยอรมนี ได้แก่พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (SPD) ฝ่ายกลาง-ซ้าย , พรรคกรีน ซึ่งเป็นฝ่ายกลาง-ซ้าย และพรรคเสรีประชาธิปไตย (FDP) ฝ่ายกลางถึงกลาง-ขวา บรรลุข้อตกลงก่อตั้งรัฐบาลใหม่ของประเทศร่วมกันแล้ว ในวันพุธที่ 24 พ.ย. หลังเจรจากันมานานเกือบ 2 เดือน นับตั้งแต่การเลือกตั้งที่ไม่มีผู้ชนะชัดเจนเมื่อเดือนกันยายน

นายโอลาฟ โชลซ์ ตัวแทนผู้สมัครจากพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย จะได้เป็นหัวหน้ารัฐบาลและว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยจะสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนี เร็วสุดในเดือนหน้า แทนที่นางอังเกลา แมร์เคิล นายกฯ คนปัจจุบัน

ถือเป็นการยุติการปกครองประเทศภายใต้การถือธงนำ ของพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน และพรรคสหภาพสังคมคริสเตียน (CDU -CSU) ซึ่งยึดแนวทางอนุรักษนิยมลงมานานถึง 16 ปี แต่เขาต้องได้รับการลงมติเห็นชอบที่การประชุมรัฐสภาซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 6-9 ธ.ค.เสียก่อน

ขณะที่นายคริสเตียน ลินด์เนอร์ หัวหน้าพรรค FDP ซึ่งสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนต่อไป ส่วน 2 หัวหน้าพรรคกรีนอย่างนางอันนาลีนา เบียร์บ็อคและนายโรเบิร์ต ฮาเบค จะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศกับรัฐบาลเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมตามลำดับ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีร่วมของทั้ง 3 พรรค ถูกเรียกว่า ‘รัฐบาลไฟจราจร’ ตามสีสัญลักษณ์ของแต่ละพรรค

📌 นโยบายเบื้องต้น

เบื้องต้นสามพรรคได้ข้อตกลงที่เห็นชอบร่วมกันว่า รัฐบาลใหม่จะไม่ก่อหนี้ใหม่เพิ่มอีก เพื่อรับวิกฤตโควิด-19 จากรัฐบาลเดิมที่ทุ่มไว้มากพอแล้ว (ราว 1 แสนล้านยูโร หรือ 3.7 ล้านล้านสำหรับงบประมาณปีหน้า ฉะนั้นจะต้องเหยียบเบรกหนี้ ภายในปีค.ศ. 2023 นอกจากนี้ยังจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำจาก 9.6 ยูโร ให้เป็น 12 ยูโร (460 บาท) ต่อชั่วโมง ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่อายุ 16 ปี

แก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งยุติการใช้ถ่ายหินภายในปี 2030 ถือว่าเร็วกว่ากำหนดเดิมที่ตั้งไว้ 8 ปีไม่เพียงเท่านั้น จะใช้พื้นที่ราว ร้อยละ 2 ของประเทศ ไปกับโครงการพลังงานลม รวมถึงจะมุ่งใช้พลังงานไฮโดรเจนเป็นหลักมากขึ้นด้วย

โดยภายในปี 2030 รัฐบาลชุดใหม่ ต้องการให้ ร้อยละ80 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ เป็นพลังงานทดแทน นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสำคัญอื่น ๆ อาทิ การอนุญาตจำหน่ายกัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย ด้วยการควบคุมคุณภาพและการวางจำหน่ายให้ดียิ่งขึ้น

ในเรื่องเกี่ยวกับโควิด-19 รัฐบาลชุดใหม่จะจัดตั้งหน่วยงานต่อสู้กับโรคโควิด-19 และจะเสนองบประมาณ 1,000 ล้านยูโร หรือกว่า 37,4000 ล้านบาท เพื่อมอบเป็นขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากรโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์แถวหน้าซึ่งทำงานอย่างหนักตลอดช่วงวิกฤตที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ปี นอกจากนี้ยังสนับสนุนนโยบายบังคับให้ฉีดวัคซีนแก่บุคลากรทางการแพทย์ “รัฐบาลของผมจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้ประเทศของเราปลอดภัยผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้” นายชอลซ์กล่าว

📌 ทำไมต้องรัฐบาลผสม

รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษา และอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในประเด็นนโยบายต่างประเทศและให้ความเห็นถึงการจัดตั้งรัฐบาลผสมของเยอรมนีว่า

“การจัดตั้งรัฐบาลผสมของเยอรมนีบอกอะไรที่สำคัญกับเราสักสองเรื่อง เรื่องแรก คือการเมืองเยอรมันเป็นการเมืองต้องแสวงหาฉันทามติตั้งแต่เริ่มต้น เรื่องที่สอง การรวบอำนาจบริหารไว้ที่พรรคการเมืองเดียว จะไม่มีทางเกิดขึ้นย้อนรอยประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลก การปกครองแบบสหพันธ์ก็มีการคานอำนาจหลายระดับเป็นรูปแบบที่ฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้วางเอาไว้ เพื่อป้องกันการกลับมาของผู้นำเยอรมนีที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ” รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐนันท์กล่าว

ในยุคศตวรรษก่อนหน้า มันอาจจะชัดว่าพรรคคริสเตียนเดโมแครต (CDU) ,พรรคเสรีประชาธิปไตย (FDP) ไม่ขัดขวางการเพิ่มงบประมาณทางทหาร ส่วนพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD) จะต่อต้าน พรรคกรีนยิ่งต่อต้านมาก แต่พอเข้าศตวรรษที่ 21 ปัจจุบัน มันไม่เป็นเช่นนั้น

ทั้งสี่พรรคสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณทางการทหาร ประกอบกับการที่แมร์เคิลอยู่มา 16 ปี มันกลายเป็นบรรทัดฐาน ดังนั้นอะไรในยุคแมร์เคิลที่ว่าดี พรรคไหนจะนำรัฐบาลผสมก็ทำต่อ

📌 รัฐบาลใหม่จะไม่พลิกนโยบายหลัก

ทั้ง 4 พรรคมีจุดยืนสนับสนุนสหภาพยุโรปและการบูรณาการยุโรปเหมือนกัน ทั้งนโยบายการพัฒนานวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานในระดับสหภาพ แผนปฏิรูปสีเขียว หรือ EU Green Deal การพัฒนาเศรษฐกิจเทคโนโลยีขั้นสูงและการเพิ่มผลิตภาพอย่างยั่งยืนภายในสหภาพ แต่อาจมีรายประเด็นย่อยที่แตกต่างกัน

ถ้าสูตรผสมโดยรัฐบาลที่นำโดย SPD มีโอกาสที่จะยืดหยุ่นระเบียบการคลังกว่าและผลักดันการปฏิรูประเบียบด้านเศรษฐกิจมหภาคของยูโรโซนอย่างจำกัด ซึ่งอาจรวมถึงการเสริมสร้างนโยบายอุตสาหกรรมและระบบประกันการว่างงานในระดับสหภาพ ดังนั้นจุดยืนที่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเบร็กซิตหรือเยอรมนีออกจากอียู จะไม่ปรากฏไม่ว่าสูตรผสมไหน

รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐนันท์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องพันธมิตรข้ามแอตแลนติกและความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา รัฐบาลสูตรผสมตัวเก็งของนายโชลซ์อาจจะท้าทายในเรื่องการสานต่อระบบการป้องปรามนิวเคลียร์ ( Nuclear-sharing) ขององค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้กับสหรัฐอเมริกาหรือไม่ มากกว่า

ในกรณีนี้ (ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อย) จะส่งผลกระทบต่อระเบียบความมั่นคงยุโรปและความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติกอย่างมีนัยสำคัญ บทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ค้ำประกันความมั่นคงและบทบาทของการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในยุโรปจะลดลง

📌 ยุโรปยุคหลังแมร์เคิล

มาถึงภูมิภาคเอเชีย รัฐบาลใหม่ก็จะสืบเนื่องยุคแมร์เคิล ต่อปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของมนุษย์ภายในจีน และการขยายอิทธิพลของจีนในโลกมากยิ่งขึ้น แต่จะยังพยายามเลี่ยงผลกระทบต่อการค้า

เยอรมนีและยุโรปอาจเข้ามามีบทบาทในการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจมากขึ้น รวมถึงอาจเข้ามาดำเนินกิจกรรมในอินโด-แปซิฟิกมากขึ้น

รัฐบาลที่นำโดย SPD มีแนวโน้มที่จะประนีประนอม และพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซียมากกว่า แม้รัฐบาลทั้งสองแบบจะยังคงสนับสนุนการใช้มาตรการบังคับ (sanction) ต่อไป และอาจระงับโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 จากรัสเซียไปเยอรมนี เป็นการชั่วคราวหรือถาวร

จากรายงานวิเคราะห์ของ ซีเอ็นเอ็น สื่อสหรัฐ นางแมร์เคิลเป็นผู้นำในทางปฏิบัติและสัญลักษณ์เสถียรภาพของอียู และยังไม่ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะมีบทบาทนำ หรือมาแทนที่ได้เหมือนนางแมร์เคิลหรือไม่ เป็นอีกความท้าทายทางนโยบายต่างประเทศที่สำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่ของเยอรมนี

นายเปไปน์ เบอร์กเซ่น นักวิจัยจากสถาบันคลังสมอง ชัตแธมเฮ้าส์ ในกรุงลอนดอนคาดว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส จะพยายามช่วงชิงตำแหน่งในเวทียุโรปของนางแมร์เคิล ส่งสัญญาณว่าอาจเกิดการเปลี่ยนสมดุลอำนาจไปสู่ฝรั่งเศสแทนเยอรมนี เนื่องจากรัฐบาลชุดใหม่ของเยอรมนีจะเป็นรัฐบาลผสม อาจจะยุ่งกับการรับมือปัญหาภายใน จึงส่งผลให้รัฐบาลจากพรรคผสมเผชิญความท้าทายที่ยากกว่าในการที่จะมีบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศ

📌 แมร์เคิล นายกฯคนแรกที่ลงจากอำนาจเอง

สำหรับนางแมร์เคิลทำงาน 16 ปีมานี้ ฝ่ามรสุมทั้งภายในและนอกประเทศ ไม่ว่า วิกฤตการเงินยูโร ปัญหาผู้อพยพ เบร็กซิต ถือว่าเยอรมนีในยุคแมร์เคิลแสดงความเป็นผู้นำ นำพาสหภาพยุโรปหรืออียูผ่านมรสุมมาได้อย่างสง่างาม กระทั่งได้รับยกย่องว่าเป็นผู้นำโลกเสรีแทนสหรัฐอเมริกา ในยุคนายโดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้นำ

อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ยกย่องว่า นางแมร์เคิลผู้นำทางการเมืองโลกที่โดดเด่น บางคนชื่นชมความสุภาพอ่อนน้อม ยึดสไตล์ขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยหลักฉันทามติ

แต่มีจำนวนหนึ่งมองว่าขาดความเป็นผู้นำที่ใจกล้า โดยเฉพาะในยามที่เผชิญกับรัสเซียที่ก้าวร้าวขึ้นและการทะยานของจีน

นางแมร์เคิลเลือกที่จะไม่ลงเลือกตั้งระดับชาติ เมื่อวันที่ 26 ก.ย. และเป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนแรกที่เลือกลงจากอำนาจด้วยตัวเอง

 

 

ที่มา :
tnnthailand : https://www.tnnthailand.com/news/world/97509/
thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2250066
khaosod : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_6750157
https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_6679146

3 พรรคการเมืองเยอรมนี จับมือตั้งรัฐบาลชุดใหม่

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ