skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : 14 ตุลาคม 1962 เปิดฉาก “วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา”

📌 จุดเริ่มต้น

“วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา” (Cuban Missle Crisis) หรือที่เรียกว่า “วิกฤตการณ์เดือนตุลาคม 1962” เป็นการเผชิญหน้ากันเป็นเวลากว่า 1 เดือน ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต และคิวบาอีกฝ่ายนึง ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตระดับนานาชาติ มันมีจุดตั้งต้นเมื่อสหรัฐฯ นำขีปนาวุธของตนไปติดตั้งไว้ในอิตาลีและตุรกี ขณะที่ฝ่ายสหภาพโซเวียตก็ตอบโต้โดยการนำขีปนาวุธที่คล้าย ๆ กันของพวกเขามาติดตั้งไว้ในคิวบา ชาวรัสเซียเรียกเหตุการณ์นี้ว่าวิกฤตการณ์แคริบเบียน ส่วนชาวคิวบาเรียกมันว่าวิกฤตการณ์เดือนตุลาคม

แม้จะมีกรอบเวลาอันสั้นแต่วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการให้คำจำกัดความ เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมทางด้านความมั่นคงแห่งชาติ และสงครามนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ การเผชิญหน้ากันครั้งนี้มักถือว่าเป็นช่วงที่ใกล้เคียงที่สุด ที่สงครามเย็นได้ทวีความรุนแรงขึ้น จนใกล้จะกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบ

📌 หลอนคอมมิวนิสต์

สหรัฐอเมริกาที่หวาดกลัวในการขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต แต่สำหรับประเทศแถบละตินอเมริกา การเป็นมิตรกับสหภาพโซเวียตอย่างเปิดเผยนั้น ถูกมองว่าไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้ ทำให้สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตเป็นศัตรูกันมา นับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 การเข้าไปเกี่ยวข้องเช่นนั้นยังเป็นการปฏิเสธลัทธิมอนโร ซึ่งป้องกันไม่ให้อำนาจในยุโรปเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของทวีปอเมริกาใต้

ในปลายปี ค.ศ. 1961 ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา นายจอห์น เอฟ. เคนเนดีได้เริ่มปฏิบัติการมองกูซ เป็นหนึ่งในปฏิบัติการต่อต้านรัฐบาลของฟิเดล คาสโตร แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และสหรัฐอเมริกายังได้ออกมาตรการห้ามขนส่งสินค้าไปยังคิวบา ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1962

สหรัฐอเมริกายังได้ทำปฏิบัติการลับ และได้ส่งเจ้าหน้าที่ซีไอเอเข้าไป นายพลเคอร์ติส เลอเมย์ได้แสดงแผนการทิ้งระเบิดให้กับเคนเนดีในเดือนกันยายน ในขณะที่การบินสอดแนมและการก่อกวนขนาดเล็กจากฐานทัพเรือกวนตานาโมของสหรัฐอเมริกา เป็นสิ่งที่คิวบากล่าวโทษต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1962 รัฐบาลคิวบาได้เห็นหลักฐานสำคัญ ที่แสดงว่าสหรัฐอเมริกาจะทำการรุกรานตน โดยการนำขีปนาวุธนำวิถี “จูปิเตอร์” ไปติดตั้งไว้ในอิตาลีและตุรกี ผลที่ตามมาคือคาสโตร และนายกรัฐมนตรีของสหภาพโซเวียต นิกิตา ครุสชอฟ ตกลงที่จะติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์อย่างลับ ๆในคิวบา ครุสชอฟรู้สึกว่าการรุกรานของสหรัฐอเมริกาต่อคิวบาเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า และการสูญเสียคิวบาจะส่งผลร้ายแรงของการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในละตินอเมริกา เขากล่าวว่าเขาต้องการเผชิญหน้ากับอเมริกาด้วยขีปนาวุธ

📌 ต่างไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน

ทางโซเวียตได้สร้างฐานยิงขีปนาวุธขึ้นมา9แห่ง แบ่งเป็น6แห่งสำหรับขีปนาวุธR-12 (NATO code name SS-4) และอีกสามฐานสำหรับขีปนาวุธR-14 (NATO code name SS-5) ซึ่งมีพิสัยการยิงที่ 4,000 กิโลเมตร ตามแผนแล้วจะมีฐานยิงทั้งสิ้น 40 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการโจมตีครั้งแรกถึง 70% ประชาชนของคิวบาได้รับรู้ถึงการมาของขีปนาวุธ โดยมีการรายงานกว่าพันครั้งที่ส่งไปถึงไมอามี่ ซึ่งหน่วยข่าวกรองของสหรัฐคิดว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวง

ในวันที่ 7 ตุลาคมประธานาธิบดีของคิวบาออสวัลโด ดอร์ติกอส ได้กล่าวในการประชุมว่า “หากพวกเราถูกโจมตี เราก็จะทำการป้องกันตนเอง ข้าพเจ้าขอย้ำว่าเราจะป้องกันตัวเองด้วยอาวุธหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาวุธที่เรานั้นไม่อยากจะมีและไม่อยากจะใช้มัน” ปัญหามากมายนั้นแปลว่าสหรัฐยังหาขีปนาวุธเหล่านั้นไม่เจอ

จนกระทั้งวันที่ 14 ตุลาคม 1962 การเตรียมความพร้อมสำหรับขีปนาวุธของสหภาพโซเวียตในคิวบาได้รับการยืนยันเมื่อเครื่องบินสอดแนมแบบ ยู -2 ของกองทัพอากาศสหรัฐ ได้เก็บหลักฐานภาพถ่ายที่ชัดเจนของฐานปล่อยปขีปนาวุธ กำลังถูกสร้างขึ้นในคิวบาที่จะรองรับขีปนาวุธพิสัยกลาง R-12 (NATO code name SS-4) และขีปนาวุธพิสัยกลาง R-14 (NATO code name SS-5) จากซาน คริสโตบัลทางตะวันตกของคิวบา เท่ากับว่า ขีปนาวุธนิวเคลียร์ของข้าศึกได้มาปักอยู่ที่หน้าบ้านของสหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในขณะที่สหรัฐนำขีปนาวุธนิวเคลียร์ไปปักที่หน้าบ้านของสหภาพโซเวียตมานานหลายปีแล้ว

📌 อเมริกาวางแผนโต้ตอบ

เมื่อสิ่งนี้ถูกรายงานต่อประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เขาเรียกประชุมสมาชิก 9 คนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติและที่ปรึกษาสำคัญอีก 5 คน ในระหว่างการประชุม เคนเนดีได้รับคำแนะนำในขั้นต้นให้โจมตีทางอากาศต่อคิวบา แล้วตามด้วยการส่งทหารบุกคิวบา แต่หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เคนเนดีเลือกแนวทางปฏิบัติที่ก้าวร้าวน้อยกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการประกาศสงคราม

หลังจากการปรึกษาหารือกันแล้ว เคนเนดีสั่งเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 1962ให้กองทัพเรือป้องกันไม่ให้ขีปนาวุธโซเวียตไปถึงคิวบาอีก โดยใช้คำว่า “กักกัน” แทนที่จะเป็น “การปิดล้อม” ( ซึ่งเป็นการทำสงครามตามคำจำกัดความทางกฎหมาย ) ทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบของภาวะสงครามได้ สหรัฐฯประกาศว่าจะไม่ยอมให้ใครส่งอาวุธโจมตีไปยังคิวบา และเรียกร้องให้มีการรื้อถอนอาวุธที่อยู่ในคิวบา แล้วส่งกลับไปยังสหภาพโซเวียต

สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะตึงเครียดขั้นสุด ในวันที่ 24 ตุลาคม 1962 เมื่อเรือสินค้าจากโซเวียต ที่เชื่อกันว่าเป็นเรือบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์มาติดตั้งให้คิวบา เข้าใกล้กองเรือรบของสหรัฐที่กำลังปิดล้อมคิวบาอยู่ โชคดีที่เรือบรรทุกสินค้ายินยอมหันลำกลับไปโซเวียต โดยไม่ได้ฝ่ากองเรือสหรัฐเข้าไป หากในตอนนั้นฝ่ายโซเวียตดำเนินนโยบายแข็งกร้าว ด้วยการสั่งให้เรือบรรทุกสินค้าฝ่าวงล้อมกองเรือสหรัฐเข้าไป สงครามนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจทั้งสองคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป

📌 สู่โต๊ะเจรจาและวิกฤตคลี่คลาย

หลังจากการเจรจาที่ตึงเครียดหลายสัปดาห์ ตามมาด้วยการตอบโต้ทางการทูตระหว่างมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย เคนเนดีและครุชชอฟก็ได้บรรลุข้อตกลงกัน ในวันที่ 28 ตุลาคม 1962 โดยโซเวียตจะรื้อถอนอาวุธโจมตีในคิวบาและส่งกลับไปยังสหภาพโซเวียต ภายใต้การตรวจสอบขององค์การสหประชาชาติ เพื่อแลกกับการประกาศต่อสาธารณะของสหรัฐฯ และข้อตกลงที่จะไม่รุกรานคิวบาอีก

นอกจากนั้น สหรัฐฯยังตกลงอย่างลับๆว่าจะรื้อถอนขีปนาวุธจูปีเตอร์ทั้งหมด ซึ่งถูกนำไปติดตั้งในตุรกีเพื่อใช้ต่อต้านสหภาพโซเวียต แต่ขณะที่โซเวียตรื้อขีปนาวุธ เครื่องบินทิ้งระเบิดโซเวียตบางลำยังคงอยู่ในคิวบา และสหรัฐฯยังคงให้กองทัพเรือดำเนินมาตรการ “กักกัน” จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายนของปีนั้น

เมื่อขีปนาวุธโจมตีทั้งหมดและเครื่องบินทิ้งระเบิดเบา อิล-28 ออกไปจากคิวบา การปิดล้อมก็สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 1962 การเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ชัดเจน และโดยตรงระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง เป็นผลให้มีการจัดตั้งสายด่วนมอสโก–วอชิงตัน ข้อตกลงหลายฉบับในเวลาต่อมาก็ได้ลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับโซเวียตเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายกลับมาขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้งในท้ายที่สุด

📌 ผลสืบเนื่อง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากข้อตกลงของเคนเนดีและคุรสชอฟ คือมันได้ทำให้ตำแหน่งของคาสโตรแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากในคิวบา ซึ่งเขาจะไม่ถูกรุกล้ำโดยสหรัฐ มันเป็นไปได้ที่ครุสชอฟนำขีปนาวุธเข้าคิวบา เพียงเพื่อที่จะทำให้เคนเนดีถอนขีปนาวุธออกจากตุรกี และโซเวียตนั้นไม่มีเจตนาในการเริ่มสงครามนิวเคลียร์ หากพวกเขามีอาวุธน้อยกว่าฝ่ายอเมริกา อย่างไรก็ตามเนื่องมาจากการถอนขีปนาวุธออกจากตุรกีไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะในเวลานั้น ครุสชอฟจึงดูเหมือนว่าพ่ายแพ้และกลายเป็นคนอ่อนแอ แนวคิดคือเคนเนดีมีชัยในการแข่งขันทางอำนาจ และครุสชอฟก็ต้องอับอาย อย่างไรก็ดีครุสชอฟก็ยังครองอำนาจไปอีก 2 ปี

การประนีประนอมเป็นสิ่งที่น่าอายอย่างมาก สำหรับครุสชอฟและสหภาพโซเวียต เพราะว่าการถอนขีปนาวุธของสหรัฐออกจากตุรกีนั้นไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ มันเป็นเพียงการตกลงอย่างลับ ๆ ระหว่างครุสชอฟกับเคนเนดีเท่านั้น ชาวรัสเซียมองว่ามันเป็นการถอยออกจากสถานการณ์ที่พวกเขาได้เริ่มเอาไว้ แม้ว่าหากพวกเขาทำตามแผนได้ดี แต่ผลที่ออกมาอาจตรงกันข้าม

การสิ้นสุดอำนาจของครุสชอฟในอีก 2 ปีต่อมา หลังถูกกดดันให้ลาออก สามารถโยงไปถึงความน่าอับอายของคณะกรรมการโพลิทบูโร เพราะการยอมแพ้ต่อสหรัฐของครุสชอฟ และการที่เขาไม่มีคุณสมบัติในการรับมือกับวิกฤติได้ทันท่วงที อย่างไรก็ดีวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ไม่ใช้เพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้คุรสชอฟสิ้นอำนาจ เหตุผลหลักมากจากนักการเมืองคู่แข่งอย่างเลโอนิด เบรจเนฟ ที่เชื่อว่าครุสชอฟมีอำนาจไม่มากพอ ที่จะรับมือกับปัญหาข้ามชาติ

สำหรับคิวบามันคือการหักหลังของโซเวียต ด้วยวิธีการที่โซเวียตตัดสินใจที่จะแก้ไขปัญหานั้นมาจากเคนเนดีและครุสชอฟ สิ่งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโซเวียตและคิวบา เสื่อมลงในอีกหลายปีต่อมา

ส่วนผู้บัญชาการของสหรัฐนายหนึ่ง ก็ไม่ยินดีกับผลที่ออกมาเช่นกัน นายพลเลอร์เมย์บอกกับประธานาธิบดีว่า มันเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และเขาว่าสหรัฐน่าจะเข้าโจมตีทันที

นักวิจารณ์มากมายยังแนะว่าวิกฤตการณ์นี้ได้กระตุ้นให้สหรัฐใช้กำลังทางทหารมากขึ้น อย่างในสงครามเวียดนาม

 

ที่มา :
nationtv : https://www.nationtv.tv/news/378846089
Wikipedia : https://bit.ly/2YPCYUs

59 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 1962 เปิดฉากวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ