skip to Main Content

เด็กกับการเมือง ผู้ใหญ่ควรปรับหรือเด็กควรลดอะไร

ผศ.พันธุ์พิพิธ พิพิธพันธุ์
อาจารย์ประจำแขนงวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ปรากฎการณ์การชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจนเกิดการคุกคามทั้งจากเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบ รวมไปถึงครู อาจารย์ผู้ที่เด็กให้ความเคารพเองอีกด้วย วันนี้ทีมข่าวได้มีโอกาสอันดีพูดคุยกับอาจารย์หนุ่มจากสุพรรณบุรีผู้ใช้ชีวิตตั้งแต่วัยมหาวิทยาลัยจนถึงวัยทำงานอยู่ที่ปัตตานีอย่าง ผศ.พันธุ์พิพิธ พิพิธพันธุ์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ไปฟังมุมมองของอาจารย์ต่อเรื่องดังกล่าวกันเลยครับ

(ผู้สื่อข่าว) อาจารย์วิเคราะห์สถานการณ์ที่นักศึกษา นักเรียนออกมาพูดถึงเรื่องของการเมืองซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เราแทบจะไม่ได้เห็นในช่วงในช่วง 10 ปีของความขัดแย้งเลยอ่ะมันเริ่มต้นมาอย่างไร และมันส่งผลอย่างไรบ้าง

(ผศ.พันธุ์พิพิธ) การที่จะเด็ก ๆ ทั้งนิสิตนักศึกษาแล้วก็นักเรียนในระดับมัธยมออกมาแสดงออกทางการเมือง แสดงกิจกรรมทางการเมือง รวมถึงร่วมกิจกรรมทางการเมือง สำหรับผมที่เป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์ ผมว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ดี น่าสนใจ ดีในที่นี้คือดีและเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะว่าปัจจัยสำคัญของพัฒนาการที่ดีของประชาธิปไตยคือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ที่น่าสนใจคือว่าเราไม่ได้เห็นปรากฎการณ์อย่างนี้มานานมาก ครั้งหลังสุดคือย้อนกลับไปก่อนพฤษภาทมิฬ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 การเมืองก็นิ่งอยู่ในระบบ 2-3 ปี ต่อมาช่วงที่มีการเลือกตั้งในยุคของชวน ชวลิตเราจะเห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองส่วนใหญ่เป็นเรื่องของภาคประชาสังคม ชนชั้นกลาง หรือว่าคนรากหญ้าไปแล้ว พอมาเป็นการประท้วงของไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงมันไม่ใช่บทบาทของนักศึกษาในขณะนั้น หรือตอนที่มาเป็นกปปส. นักศึกษาก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรขนาดนี้ จะเป็นแต่เพียงบางส่วนที่ออกมา อย่างที่เราทราบดีว่ามีสถาบันการศึกษาหลายแห่งออกมาแสดงจุดยืนและบทบาททางการเมือง แต่ก็ไม่ใช่บทบาทนำ บทบาทเด่นแบบนี้ และไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่เกิดจากตัวนิสิต นักศึกษาเองด้วย ซึ่งผมสะท้อนความคิดเห็นกับนักศึกษาหลาย ๆ ครั้งว่า การออกมาขับเคลื่อนหรือร่วมกิจกรรมทางการเมืองบนท้องถนนมันมี 2 อย่าง คือ
1.การออกมาด้วยการชี้นำของแกนนำ หรือกลุ่มการเมืองที่ออกมาโดยมีวาระทางการเมืองของตัวเอง และระดมมวลชนออกมา
2.ประชาชนหรือนักเรียน นิสิตนักศึกษา มีวาระของตัวเองและออกมาขับเคลื่อนผ่านการมีส่วนร่วมทางตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากเห็น
ซึ่งผมพยายามอธิบายมาตลอดว่าประชาชนมีวาระของตนเอง ก่อนหน้านี้ประชาชนที่มีวาระของตัวเองจะเป็นพวก NGO คนรากหญ้า สมัชชาคนจน เครือข่ายแรงงานอะไรพวกนี้ แต่วันนี้เราได้เห็นนักเรียน นิสิต นักศึกษาออกมาขับเคลื่อนวาระของตัวเองตามท้องถนนซึ่งผมมองว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี

(ผศ.พันธุ์พิพิธ) ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้ Cyber Network หรือว่า platform บนโลกอินเตอร์เน็ตหรือโลกโซเชียลที่เราพูดกันนะครับ สร้างความเปลี่ยนแปลงไปยังทุกวงการเลยไม่ว่าจะเป็นวงการสื่อสิ่งพิมพ์ สถาบันการศึกษา รวมถึงการเมืองก็ไม่ได้ยกเว้น สถาบันการศึกษา มันเริ่มมาจากมหาวิทยาลัยโดน Distrupt ก่อนเลยในแง่ที่ว่าต้องปรับกระบวนการเรียนการสอน ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย ใช้ Active Learning ต้องให้นักศึกษาค้นคว้าถกเถียงอภิปรายแลกเปลี่ยน มากกว่าการเลคเชอร์หรือบรรยายเหมือนที่ผ่านมา หลักสูตรก็ต้องให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ซึ่งมหาวิทยาลัยทุกแห่งโดนท้าทายด้วยเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด ที่นี้มันมาถึงโรงเรียนในระดับมัธยม ที่เด็ก ๆ เขาได้เห็นโลกกว้าง เขามีแนวความคิดที่ก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งโรงเรียนมัธยมมีสองส่วนที่ต้องปรับ นอกจากเรื่ององค์ความรู้เรื่องหลักสูตร อีกอย่างหนึ่งที่ถูก Distrupt คือวัฒนธรรม คุณค่าหรือวัฒนธรรมในระบบโรงเรียนหรือในระบบการศึกษา ในมหาวิทยาลัยก็โดน Distrupt มาก่อน ประเด็นที่เห็นชัดที่สุดคือวัฒนธรรมการรับน้อง ตอนนี้หลายมหาวิทยาลัยก็เริ่มปรับตัว อย่างคณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี นักศึกษาก็สะท้อนกลับมาทุกปีว่าเรายกเลิกวัฒนธรรมการรับน้องไปแต่ยังคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ของรุ่นพี่รุ่นน้องไว้ได้และอาจจะดีขึ้นกว่าในอดีต มาถึงโรงเรียนมัธยม นักเรียนระดับมัธยมเขาสะท้อนผ่านการชุมนุมว่า ในขณะที่โรงเรียนอยากให้เขาคิดนอกกรอบ ส่งเสริมการคิด วิเคราะห์ แยกแยะเป็น อยากให้เขากระตือรือร้นที่จะตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัวเพื่อให้เกิดการคิดเป็นวิเคราะห์เป็นเพื่อให้เกิดนวัตกรรม หรือ Creative Thinking แต่บริบทในโรงเรียนกลับไม่ได้สนับสนุน หรือว่าสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่เด็ก ๆ เขาสะท้อนว่ามันยังเป็นอำนาจนิยม ยังเป็นระบบสั่งการตีกรอบเขา โดยเฉพาะสิทธิในเนื้อตัวเขาตั้งแต่ทรงผมยันเครื่องแต่งกาย เขามองว่านอกจากจะไม่เกี่ยวอะไรกับการเรียนเก่งเรียนไม่เก่งแล้วแต่มันยังเป็นการตีกรอบความคิดของเขาด้วย ซึ่งมันทำให้เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่ต้องการให้เกิดนวัตกรรม Creative Thinking หรืออะไรก็แล้วแต่ เด็ก ๆ เขามองว่ามันย้อนแย้งขัดแย้งกัน วันนี้พวกเขาก็เลยออกมาเรียกร้องให้โรงเรียนปรับไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ กระบวนการเรียนการสอน แล้วก็วัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมวิธีคิดแบบประชาธิปไตยให้เขาด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่โดนกันหมดทุกวงการและมันมาถึงโรงเรียนแล้ว และโรงเรียนก็ต้องปรับต้วด้วย ไม่เช่นนั้นเด็กก็จะเกิดความรู้สึกคับข้องใจและแสดงออกมาแบบนี้

ในฐานะที่อาจารย์เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีข้อแนะนำอย่างไรกับนักเรียนนักศึกษาหรือครูอาจารย์ที่ต้องเจอกับนักเรียนนักศึกษาแบบนี้

(ผศ.พันธุ์พิพิธ) จากสถานการณ์แบบนี้โดยส่วนตัวผมค้นพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน หรืออาจารย์กับนักศึกษาเป็นความสัมพันธ์ที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ ยกตัวอย่างตัวผมในสมัยมัธยมเราจะเห็นครูปฏิบัติกับเราคล้าย ๆ พ่อแม่ปฏิบัติกับเรา คล้าย ๆ กับมองว่าเรายังไม่โต แต่ภายหลังผมเข้ามาในระดับมหาวิทยาลัยผมจะพบความแตกต่าง แน่นอนว่าจะมีอาจารย์บางท่านปฏิบัติกับเราเหมือนครูในระดับมัธยม แต่อาจารย์หลายท่านจะปฏิบัติกับเราแบบที่เราอาจต้องไปเจอต้องไปเจอโลกความเป็นจริง คือปฏิบัติกับเราแบบคนมีวุฒิภาวะ คนที่ต้องคิดเอง ตัดสินใจเอง ดูแลตัวเองและรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ รวมถึงเคารพและให้เกียรติเขาเหมือนกับที่ในทางการเมืองเราให้สิทธิในการเลือกตั้งกับเขาในวัย 18 ปี นั้นก็หมายความว่าเราจะต้องเตรียมเขาให้มีวุฒิภาวะอย่างน้อยก่อนอายุ 18 ปี เพื่อให้เขามีวุฒิภาวะในความเป็นผู้ใหญ่เพราะสังคมและการเมืองคาดหวังให้เขาใช้สิทธิที่มีความสำคัญมากสิทธิหนึ่ง คือสิทธิในการเลือกตั้ง เพราะนั้นหมายถึงการเลือกตัวแทนทางการเมืองเพื่อเข้าไปกำหนดนโยบายของประเทศและใช้จ่ายงบประมาณ ของประเทศเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นในระดับมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะที่เราสอนเราเรียนในคณะรัฐศาสตร์ เราจะปฏิบัติหรือมีความสัมพันธ์กับเด็กแบบให้เขามีวุฒิภาวะตัดสินใจและรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองคิดและตัดสินใจ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะแนะนำคืออยากให้ครูลองปรับนิดเดียวในแง่ที่ว่ามองเด็กในฐานะที่ไม่ใช่เด็กที่เราปฏิบัติกับลูกของเราที่บ้าน ที่จะสังการณ์ ควบคุมหรือตัดสินใจแทนเขา แต่เราจะต้องเหมือนคนที่อยู่เคียงข้าง ให้คำแนะนำ ให้ข้อมูล และชี้ให้เห็นถึงทางเลือกที่เป็นไปได้ในแต่ละเรื่อง และผลของแต่ละทางเลือกมันเป็นอย่างไร และให้เขาตัดสินใจเลือกเอง เหมือนเป็น Partner คู่คิด Coaching หรืออย่างที่มีครูที่มีความคิดก้าวหน้าบอกว่าครูไม่ใช่นายอำนาจแต่คือนายอำนวย คืออำนวยสภาพแวดล้อมให้เด็กสามารถคิด ตัดสินใจได้เองในโรงเรียน คือการปรับความสัมพันธ์นิดเดียว ซึ่งผมเชื่อว่าความสัมพันธ์แบบนี้ไม่กระทบกับคุณค่าในเรื่องความเคารพหรือความน่าเชื่อถือของครูเลย เพราะเด็กสมัยใหม่ก็ยินดีให้ความเคารพและนับถือคุณครูอยู่แล้ว เพียงแต่ความสันพันธ์ทุกวันนี้มันเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของเด็ก มันจึงเกิดการปะทะกันในเชิงวัฒนธรรมอย่างที่เราเห็น ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้เพียงแต่ต้องมาปรับให้เข้ากันนิดหน่อยครับ

พันธุ์พิพิธ พิพิธพันธ์ุ : มองเด็กกับการชุมนุม ตอนที่ 1

Back To Top
×Close search
Search