skip to Main Content

 

เหตุการณ์ปะทะกันที่จุดตรวจ ชรบ.ทางลุ่ม ตำบลลำพะยา ที่ทำไปสู่ความสูญเสียและได้รับบาดเจ็บเป็นเป็นจำนวนมากในรอบหลายปี สร้างความรู้สึกเศร้าเสียใจแก่ใครหลายคน ไม่เว้นแม้แต่ ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธ์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งอาจารย์เคยเดินทางเข้ายังตำบลลำพะยาเพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับผู้นำชุมชนในพื้นที่มาแล้ว ทำให้ทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ในพื้นที่พอสมควร วันนี้แม้อาจารย์จะกลับไปใช้ชีวิตที่ต่างแดนแล้ว แต่ยังส่งความห่วงใยต่อชาวลำพะยา พร้อมทั้งแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวกับทีมข่าวไวท์นิวส์อีกด้วย

ผู้สื่อข่าว : หลังเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ อาจารย์มีความรู้สึกอย่างไรบ้างครับ?

ดร.ดวงยิหวา :  เหตุการณ์ปะทะที่ หมู่ที่ 5 ตำบลลำพะยา  จนทำให้มีผู้เสียชีวิตสิบห้าศพและผู้บาดเจ็บอีกสี่รายนั้นนำมาซึ่งความสูญเสียต่อญาติผู้ที่เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือเศร้าเสียใจต่อผู้ที่เป็นเหยื่อและผู้ที่สูญเสีย หากพูดตรง ๆ คือ โกรธผู้ที่ก่อเหตุครั้งนี้ ผู้ที่สูญเสียคือพลเรือนที่ต้องทำมาหากินแบบหาเช้ากินค่ำ ซึ่งปกติก็ลำบากมากพออยู่แล้ว อีกทั้งพื้นที่ลำพะยาเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านเองก็ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐกันอยู่ พวกเขาคัดค้านเรื่องการสร้างอ่างเก็บน้ำ เพราะจะทำให้พวกเขาเสียพื้นที่ทำกิน ฉะนั้นผู้ก่อการร้ายควรสำนึกว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นสร้างความเดือดร้อนและสูญเสียให้กับชาวบ้านในพื้นที่นี้เป็นสองเท่า ผู้ก่อเหตุอาจคาดหวังว่าการก่อเหตุครั้งนี้จะทำให้ตัวเองยังมีอำนาจการต่อรองในพื้นที่อยู่ หารู้ไม่ว่าการก่อเหตุครั้งนี้ทำให้เสียพลังมวลชนมากขึ้นอีกมาก แถมยังไปสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลต่อระยะเวลากฎหมายพิเศษออกไปได้อีกเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ล่าสุดนักวิชาการและนักกฎหมายหลายฝ่ายพยายามที่จะออกมาทักท้วงรัฐบาล และหาทางช่วยกันที่จะปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกกฎหมายพิเศษ

 

“ทำร้ายชาวบ้านในพื้นที่ลำพะยาไม่พอ ยังทำร้ายประชาชนพลเรือนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ทุกหย่อมหญ้า เพราะการต่ออายุกฎหมายพิเศษก็หมายถึงการที่คนในพื้นที่จะยังต้องคอยถูกเจ้าหน้าที่รัฐ (บางราย) คุกคามสิทธิ์เสรีภาพได้ทุกเมื่อเพราะมีกฎหมายพิเศษเอื้อและปกป้องเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน”

 

ดังนั้นหากมองในระยะยาว การก่อเหตุของกองกำลังกลุ่มนี้ถือว่าทำร้ายตัวเองค่ะ รังแต่จะทำให้ตัวเองดูอ่อนแอลงเพราะยิ่งใช้ความรุนแรงกับพลเรือน ไม่ต่างกับอันธพาลที่รังแกคนที่อ่อนแอกว่าเพราะคาดหวังว่าคนจะเห็นความสำคัญของตัวเอง

 

ผู้สื่อข่าว : อาจารย์มีความเห็นอย่างไรต่อการใช้กองกำลังประจำถิ่น(ชรบ.-อรบ.-อส.รด.)ในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ครับ  ควรเพิ่มงบประมาณ-อาวุธ-การฝึกฝนให้กองกำลังฯเหล่านี้หรือไม่ และควรใช้พวกเขาแทนกำลังทหาร-ตำรวจในพื้นที่หรือไม่

ดร.ดวงยิหวา : ไม่เห็นด้วยค่ะที่จะให้ประชาชนติดอาวุธ เพราะ หนึ่ง เมื่อประชาชนทั่วไปติดอาวุธ หากมีเหตุการณ์บุกยิง หลายครั้งที่มักเกิดการฆ่าล้างแค้นกันโดยไม่มีมูล เพียงแต่สงสัยกัน ซึ่งทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ง่าย สอง เมื่อติดอาวุธมันทำให้สร้างความชอบธรรมให้กับขบวนการที่จะเริ่มหันมาใช้ชาวบ้านที่ติดอาวุธเป็นเป้าหมาย เนื่องจากเป็น weak target กว่าการบุกโจมตีค่ายทหาร

 

สู้กับพลเรือนติดอาวุธย่อมเหนื่อยน้อยกว่าการต่อสู้กับทหารที่ได้รับการฝึกฝนมามากกว่า ในมุมมองของขบวนการ การติดอาวุธคือการได้รับมอบอาวุธจากรัฐและถูกฝึกโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ

 

จึงถือว่าสมรู้ร่วมคิดเห็นกับรัฐ ฝ่ายผู้เห็นต่างไม่มองหรอกค่ะว่าคนที่ติดอาวุธเป็นประชาชนที่อยากปกป้องตนเอง หากว่าไปแล้วไอเดียเรื่องการมีอาวุธในมือนี้คล้ายกับข้อถกเถียงเรื่องการมีอาวุธปืนในครอบครองที่สหรัฐอเมริกา ฝ่าย NRA (National Rifle Association) สมาคมปืนไรเฟิลแห่งสหรัฐอเมริกา และฝ่ายอนุรักษ์นิยมมองว่าการมีอาวุธปืนในครอบครองเป็นการป้องกันตนเองจากผู้ร้าย หรือผู้ก่อการร้ายที่ระยะหลัง ๆ มักมีกรณี mass shooting  เกิดขึ้นตามเมืองต่าง ๆ ข้อถกเถียงหลัก ๆ คือ ถ้าคนทั่วไปมีอาวุธปืนในครอบครองก็จะสามารถปกป้องตัวเองและคนที่ตนเองรักได้ ขณะที่ฝ่ายเสรีนิยมที่อยากให้มีการยกเลิกการมีอาวุธปืนในครอบครองมองว่าหากไม่มีใครมีปืนถือครองกันเลย ก็จะไม่มีการยิงหรือการก่อการร้ายแบบกราดยิงหมู่เกิดขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้หากนำมาประยุกต์กับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดจะคล้าย ๆ กัน  ซึ่งดิฉันมองว่าไม่ควรให้ชาวบ้านติดอาวุธ ทหารต่างหากที่ควรจะเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่นี้

 

ต้องเป็นทหารที่ถูกฝึกมาด้วยค่ะ ไม่ใช่ทหารรับจ้างอย่างทหารพราน (หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าทหารดำ) เพราะคนในพื้นที่กลัวทหารดำ

 

นอกจากนี้ยังเป็นการตัดปัญหาเรื่องการผลาญงบไปกับการซื้ออาวุธปืนแจกพลเรือนด้วยค่ะ เพราะเราไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถตรวจสอบเรื่องงบประมาณส่วนนี้ได้โปร่งใสมากน้อยขนาดไหน ชาวบ้านควรที่จะได้ใช้ชีวิตทำมาหากินตามปกติ และทหารเป็นฝ่ายทำหน้าที่รับผิดชอบตรงนี้

 

ผู้สื่อข่าว : เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่หรือไม่อย่างไร

ดร.ดวงยิหวา : เป็นประเด็นที่ไม่ต่างกับเรื่องที่ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน เพราะฝ่ายที่สนับสนุนให้มีกฎหมายพิเศษมองเห็นว่าการที่ยังมีเหตุการณ์ที่รุนแรงอย่างต่อเนื่องจึงยังต้องมีกฎหมายพิเศษเอาไว้ใช้เพื่อปราบปรามขบวนการหรือผู้ต้องสงสัย ขณะฝ่ายที่อยากให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษมองเห็นว่าเพราะยังมีกฎหมายพิเศษ จึงทำให้ความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นแนวคิดที่วนกันอยู่ในอ่าง พอเกิดเหตุการณ์ปะทะครั้งนี้ที่ลำพะยา ก็ทำให้รัฐมีความชอบธรรมที่จะต่อพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ ๒๕๔๘ และคงพระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ เอาไว้ (อ่านเพิ่มเติมเรื่องปัญหาของการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ได้จากบทความของคุณอนุกูล อาแวปูเตะที่ https://deepsouthwatch.org/th/node/349)

 

ดิฉันเคยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มการทำวิจัยเรื่องผลกระทบของกรณีการมีกฎหมายพิเศษต่อประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มอ.ปัตตานี มีผู้วิจัยทั้งหมดแปดถึงเก้าคน ทำกันตั้งแต่ปี พ.ศ ๒๕๕๓ โดยแต่ละคนรับผิดชอบสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายการทำงานฝ่ายต่าง ๆ  มีทั้งสัมภาษณ์ฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายประชาสังคม ฝ่ายข้าราชการพลเรือน ฝ่ายผู้นำศาสนา ฝ่ายประกอบกิจการร้านค้า ฝ่ายกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายประชาสังคม ดิฉันรับผิดชอบในส่วนที่ต้องสัมภาษณ์ฝ่ายข้าราชการปกครอง ระดับ นายอำเภอ ผู้ว่า ซึ่งได้ผลสรุปโดยรวมว่าการออกหมายจับโดยคำสั่งศาลต้องได้รับข้อมูลจากสามฝ่ายคือ ตำรวจ ทหาร และข้าราชการฝ่ายปกครอง แต่เอาเข้าจริง ๆ เวลาทำงาน ทหารทำเองหมดเลย ตำรวจยังบ่นว่าบางทีทหารตัดสินใจทำเองไปแล้วเรียบร้อย

 

สรุปคือ ควรยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน เพราะทหารใช้เพื่อเอื้ออำนาจที่มีอยู่ในมือ แต่ให้คงกฎอัยการศึกกับพรบ.ความมั่นคงไว้ หรือให้ยกเลิกทั้งกฎอัยการศึกและพรก.ฉุกเฉิน แต่ให้คงพรบ.ความมั่นคงไว้บวกกับการใช้ ป.วิอาญาที่มีกันอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นกฎหมายที่มีเพื่อประชาชนอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างใหม่ สิ่งที่ต้องจัดการคือ จะทำอย่างไรให้ผู้ใช้กฎหมายดำรงตัวเองอยู่ในกรอบกฎหมายโดยไม่ใช้อำนาจมากเกินไป คือ พูดง่าย ๆ จะมีวิธีอย่างไรที่จะคุมทหาร ตำรวจไม่ให้ปฏิบัติเกินหน้าที่ โดยเฉพาะมาตรา 17 ซึ่งกล่าวไว้ว่า “เจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย หากเป็นการกระทำที่สุจริตและไม่เกินสมควรแก่เหตุ”

 

บทสัมภาษณ์นี้เป็นบทสัมภาษณ์ของดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ นักวิชาการอิสระ อดีตอาจารย์ ม.อ.ปัตตานี ผ่านผู้สื่อข่าวของเรา โดยเราพยายามใช้คำและสำนวนของผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมด และเราเป็นเพียงสื่อกลางเท่านั้น เนื้อหาและความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ดวงยิหวา อุตรสินธ์ุ : บทเรียนจากลำพะยา

Back To Top
×Close search
Search