skip to Main Content

ซาอุฯ ยืนยันแหล่งน้ำมันถูกโจมตีจากทิศเหนือ ไม่ใช่จากเยเมนซึ่งอยู่ทางทิศใต้ ด้านสหรัฐจ่อออกมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมใน 48 ชั่วโมง ขณะที่นักวิเคราะห์ชาวรัสเซียชี้ซาอุฯ ไร้หลักฐานเอาผิดอิหร่านแต่หวังให้สหรัฐทำงานสกปรกแทน

ซาอุดิอาระเบียกล่าวว่า การโจมตีแหล่งน้ำมันของซาอุฯ นั้นมีจุดต้นกำเนิดมาจากทิศเหนือและ “ไม่ต้องสงสัย” เลยว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทว่าราชอาณาจักรยังคงเดินหน้าสืบสวนเพื่อระบุต้นกำเนิดการโจมตีที่แน่นอน

ระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพุธ (18 ก.ย. 62) มีการแสดงซากของอาวุธที่ถูกอ้างว่าใช้ในการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ ซึ่งโฆษกกระทรวงกลาโหมซาอุฯ กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้” ที่การโจมตีจะเกิดขึ้นจากเยเมนตามที่กลุ่มติดอาวุธฮูษีได้กล่าวอ้างความรับผิดชอบ

พันเอกตุรกี อัลมัลกี โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า ซากโดรนลำหนึ่งและชิ้นส่วนของจรวดที่กู้มาได้เป็นหลักฐานที่ “ไม่อาจปฏิเสธได้” ถึงการรุกรานของอิหร่าน

อัลมัลกีกล่าวอีกว่า โดรน 18 ลำและจรวด 7 ลูก ถูกใช้ในการโจมตีครั้งนี้ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ของอิหร่านที่อัลมัลกีเรียกว่า “เดลต้า วิง”

เขากล่าวระหว่างแสดงภาพจรวดลูกหนึ่งบนหน้าจอซึ่งเป็นลูกที่ยิงตกแต่ไม่ระเบิดว่า จรวดลูกนี้ดูเหมือนจะมีเครื่องยนต์เจ็ตติดตั้งมาด้วย และเป็นชนิดยิงจากภาคพื้นดิน

“การโจมตีเกิดขึ้นจากทิศเหนือและไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน” เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวและว่า “เรากำลังทำงานเพื่อให้สามารถระบุจุดยิงที่แน่ชัดได้”

อัลมัลกีกล่าวว่า “จรวดร่อน (Cruise missile) มีพิสัยการยิงไม่เกิน 700 กิโลเมตร นั่นหมายความว่าไม่สามารถยิงมาจากเยเมนได้” นอกจากนี้เขายังเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นว่าโดรนลำหนึ่งบินมาจากทิศเหนือ

“นี่คืออาวุธชนิดเดียวกันกับที่รัฐบาลอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ใช้ในการโจมตีพลเรือนและสิ่งอำนวยความสะดวกของพลเรือน” เขาเพิ่มเติม

Journalists film what Saudi military spokesman Col. Turki al-Malki said was evidence of Iranian weaponry used in the attack targeted Saudi Aramco’s facilities in Abqaiq and Khurais, during a press conference in Riyadh, Saudi Arabia, Wednesday, Sept. 18, 2019. (AP Photo/Amr Nabil)

อย่างไรก็ตามอัลมัลกีไม่ได้กล่าวโทษอิหร่านโดยตรงในการโจมตีครั้งนี้เมื่อเขาถูกถามจากบรรดานักข่าว กล่าวเพียงว่า “เมื่อสามารถระบุผู้กระทำผิดได้อย่างชัดเจน พวกเขาจะต้องรับผิดชอบ”

ด้านรัฐบาลวอชิงตันเตรียมประกาศมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านเพิ่มเติม “ภายใน 48 ชั่วโมง” เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีต่อแหล่งน้ำมันทั้ง 2 ของซาอุฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ลอสแองเจลิสในวันพุธ (18 ก.ย. 62) ว่า “เราจะเพิ่มมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างเป็นชิ้นเป็นอันต่ออิหร่าน”

ก่อนหน้านั้นเขาโพสต์ทางทวิตเตอร์ว่าได้สั่งการให้สตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่างมาตรการที่เป็นชิ้นเป็นอันในการเพิ่มบทลงโทษทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

เมื่อถูกถามว่าเขาจะใช้การโจมตีทางทหารต่ออิหร่านไหม? ทรัมป์ตอบว่า “สหรัฐมีตัวเลือกมากมาย”

“มันมีตัวเลือกสูงสุดและตัวเลือกที่รองลงมาอีกหลายทาง” เขากล่าวโดยอธิบายเพิ่มเติมว่า “ตัวเลือกสูงสุด” หมายถึง “สงคราม”

ขณะที่ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวในวันพุธว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการก่อสงครามรูปแบบหนึ่งของอิหร่าน

ด้านวิกเตอร์ มูราคอฟสกี นักวิเคราะห์ทางทหารและบรรณาธิการนิตยสาร “อาร์เซนอล ออฟ เดอะ ฟาเธอร์แลนด์” ของรัสเซียกล่าวว่า ซาอุฯ ต้องการให้พันธมิตรเชื่อว่าเตหะรานโจมตีแหล่งน้ำมันของซาอุฯ แม้ว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าอาวุธที่ใช้ในการโจมตีนั้นถูกผลิตในอิหร่าน แต่ “ผลิตในอิหร่าน ไม่ได้หมายความว่าถูกยิงโดยอิหร่าน”

เขาบอกกับอาร์ที สื่อรัสเซียว่า “ความเป็นไปได้ที่จรวดซึ่งผลิตโดยอิหร่านจะถูกใช้ในการโจมตีแหล่งน้ำมันซาอุฯ ไม่ใช่การเปิดเผยที่ยิ่งใหญ่อะไรนัก อิหร่านได้พัฒนาจรวดร่อนพิสัยไกลโดยมีพื้นฐานจากจรวด Kh-55 ของโซเวียตซึ่งอิหร่านซื้อจากยูเครนไปตั้งแต่ต้นยุค 2000”

“แต่นั่นไม่ได้พิสูจน์ว่าอิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีซาอุฯ ด้วยการยิงจากภายในอิหร่าน” เขากล่าวต่อและว่า “แม้ฮูษีจะออกมายอมรับว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี แต่ริยาฎก็ยังยืนกรานว่าเป็นไปไม่ได้ที่การโจมตีจะเกิดขึ้นจากในเยเมน และไม่ต้องสงสัยเลยว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และหนึ่งในข้อโต้แย้งที่ริยาฎใช้ก็คือฮูษีไม่มีศักยภาพพอที่จะก่อเหตุโจมตีเช่นนั้น”

มุราคอฟสกีกล่าวอีกว่า “การสนับสนุนอาวุธและยุทโธปกรณ์ทางทหารของอิหร่านต่อกลุ่มฮูษีในเยเมนไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับ และจรวดร่อนพิสัยไกลก็อาจอยู่ในจำนวนอาวุธที่ถูกส่งมอบ และหากเป็นเช่นนั้นจริงก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ฮูษีจะก่อเหตุโจมตีจากในเยเมนและพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเตหะรานให้โจมตีจากเขตแดนของอิหร่านด้วย”

นักวิเคราะห์ชาวรัสเซียมองว่าสิ่งที่ริยาฎต้องการคือการทำให้สหรัฐยอมทำงานสกปรกแทน นั่นคือ “การโจมตีทางทหารต่อเตหะราน” อย่างไรก็ตามพวกเขาคงไม่สมหวังเพราะทรัมป์รู้ดีว่า “ไม่ว่าที่ปรึกษาของเขาจะแนะนำอย่างไร การโจมตีแม้เพียงครั้งเดียวต่ออิหร่านก็อาจส่งผลกระทบร้ายแรงตามมาทั่วภูมิภาคอ่าวและในระดับนานาชาติ”

ไอเทค บิเชฟ อดีตรองผู้บัญชาการกองทัพอากาศของเครือรัฐเอกราช (CIS) กล่าวว่า “อิหร่านเป็นประเทศที่แข็งแกร่ง พึ่งพาตนเองได้ มีดินแดนกว้างขวางและมีศักยภาพทางทหาร และนี่หมายความว่าวอชิงตันจะไม่ผลีผลามทำอะไรก่อนการเลือกตั้งในปีค.ศ.2020 อย่างแน่นอน”

เขาอธิบายอีกว่า “เสียงส่วนใหญ่ที่โหวตให้ทรัมป์ พวกเขาไม่ต้องการสงคราม” และว่าสิ่งที่สหรัฐจะทำต่อไปคือลงโทษทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน และหันไปใช้สงครามเย็นเพียงเท่านั้นโดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียที่เต็มไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน

ที่มา : ALJAZEERA, ANADOLU, RT

ซาอุฯ ยืนยันแหล่งน้ำมันถูกโจมตีจากทิศเหนือ

Back To Top
×Close search
Search