skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : WHO ชี้ยุโรปเป็นภูมิภาคเดียว ยอดดับโควิดเพิ่ม เอเชียตอ.เฉียงใต้ป่วยลดตั้งแต่ก.ค.

ในขณะที่การระบาดของโควิดในหลายทวีปมีแนวโน้มลดลง ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกลดลง 7% และผู้เสียชีวิตลดลง 10% ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยุโรปกลับเป็นทวีปเดียว ที่มีจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลก 50,000 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3.3 ล้านคน โดยประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อหรือประมาณ 1.9 ล้านรายอยู่ในทวีปยุโรป ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญกับการระบาดระลอกที่ 4 หรือ 5

แม้องค์การอนามัยโลกระบุว่า การติดเชื้อได้ลดลงในทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเชียงใต้นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ขณะที่ในยุโรปพบการติดเชื้อรายใหม่สูงที่สุดในรัสเซีย เยอรมนี และอังกฤษ ด้านจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 67% ในนอร์เวย์ และ 38% ในสโลวาเกีย

อีกทั้งหลายประเทศในยุโรปก็กำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบากในการผลักดันการฉีดวัคซีนโควิด พลเมืองในยุโรปตะวันตกเข้ารับวัคซีนครบโดสแล้วราว 60% ขณะที่มีเพียงราวครึ่งหนึ่งของพลเมืองที่อาศัยในยุโรปตะวันออกที่เข้ารับวัคซีนแล้ว พลเมืองในหลายประเทศลังเลใจที่จะเข้ารับวัคซีนโควิด ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ทวีความรุนแรง

📌 ส่วนรวมหรือเสรีภาพ

ก่อนหน้านี้ WHO เคยระบุว่า ยุโรปถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด ซึ่งภูมิภาคนี้ก็ยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตจากโควิดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศเตือนว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกกว่า 5 แสนราย ภายในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ หากรัฐบาลในยุโรปยังไม่ผลักดันและแก้ไขปัญหาการรับมือวิกฤตโรคระบาดอย่างจริงจัง

เยนส์ สปาห์น รัฐมนตรีด้านสาธารณสุขของเยอรมนีกล่าวถึงสถานการณ์การระบาดเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนว่า “สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่เหนื่อสิ่งอื่นใดคือ การระบาดใหญ่ของผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน (A Pandemic of the Unvaccinated ) หมายถึงการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน

โดยผู้ที่ทำให้วลีนี้เป็นที่รู้จักคือ ดร.โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา (CDC) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 ตอนนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งจากสายพันธุ์เดลตา และมีแนวโน้มที่จะพบมากในพื้นที่ที่มีสัดส่วนการได้รับวัคซีนต่ำ

ข้อมูลจากการศึกษาของ CDC ระหว่างเมษายน-กรกฎาคม 2021 พบว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน 5 เท่า และมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่า 10 เท่า ดังนั้นในจำนวนผู้ป่วยหนักที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

ที่เยอรมนี ถึงแม้ว่าสัดส่วนของผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มจะมากกว่า 2 ใน 3 ส่วนแล้ว แต่ก็สามารถพบการระบาดใหญ่ได้ เพราะในเยอรมนีมีประชากรรวม 83 ล้านคน จึงยังมีผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอีกราว 25 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าในจำนวนนี้กระจุกตัวอยู่ในรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เยอรมนีฝั่งตะวันออก มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

และสัดส่วนนี้ยังไม่ถึงระดับ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ (Herd immunity) ที่จะสามารถหยุดการระบาดของสายพันธุ์เดลตาได้ ซึ่งต้องมีผู้ที่มีภูมิคุ้มกันมากกว่า 80-90% เนื่องจากสายพันธุ์เดลตามีค่าการระบาด (R) อยู่ระหว่าง 5-8 หมายถึงผู้ติดเชื้อ 1 รายสามารถแพร่เชื้อต่ออีก 5-8 ราย เทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีค่าการระบาดอยู่ระหว่าง 2-3 หรือคำนวณเป็นภูมิคุ้มกันหมู่คือ 50-70%

📌 เหมือนโยนตราบาป

ทว่าการพุ่งประเด็นไปที่ ‘ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน’ เพียงอย่างเดียวอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะวัคซีนมีประสิทธิผลป้องกันการติดเชื้อต่ำ ‘ผู้ที่ได้รับวัคซีน’ จึงสามารถติดเชื้อและเป็นพาหะแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้ อีกทั้งระดับภูมิคุ้มกันยังลดลงตามระยะเวลา แม้กระทั่งวัคซีนที่มีประสิทธิผลสูงอย่างวัคซีนชนิด mRNA จะต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นเข็มที่ 3 หลังจากเข็มสุดท้าย 6 เดือน

ผู้เชี่ยวชาญบางท่านจึงไม่เห็นด้วยกับวลี ‘A Pandemic of the Unvaccinated’ เพราะจะทำให้ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนถูกเชื่อมโยงว่าเป็นต้นเหตุของการระบาด และไม่สามารถโน้มน้าวให้มารับการฉีดวัคซีนได้จริง ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วจะขาดการระมัดระวังตัว แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้ที่ได้รับวัคซีนก็ต้องการกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับปกติและยอมรับความเสี่ยงในการติดเชื้อ แต่อาการจะไม่รุนแรง

📌 ทำไมผู้ติดเชื้อในยุโรปถึงเพิ่มขึ้น?

บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวต่างประเทศกล่าวถึงจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในยุโรปในขณะนี้ว่าเป็นผลมาจากสาเหตุ 3 ประการ ได้แก่

– สัดส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มต่ำในหลายประเทศ ในภาพรวมของทวีปยุโรปมีผู้ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม 64.9% แต่เมื่อแยกเป็นรายประเทศจะพบว่าประเทศทางฝั่งตะวันออก มีสัดส่วนการได้รับวัคซีนค่อนข้างต่ำ เช่น บัลแกเรีย 23.4% โรมาเนีย 33.9% ทำให้มีอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ในขณะที่โปรตุเกส 81.3% สเปน 74.0% สหราชอาณาจักร 68.5% มีอัตราการติดเชื้อต่ำกว่า

ความแตกต่างยังพบในระดับประเทศ เช่น เยอรมนี รัฐฝั่งตะวันออกมีสัดส่วนของผู้ที่ได้รับวัคซีนต่ำกว่าฝั่งตะวันตก เช่น รัฐซัคเซิน (Saxony) มีสัดส่วนผู้ได้รับวัคซีนต่ำที่สุด 56.9% ปัจจุบันมีอัตราการติดเชื้อสูงที่สุด 123 รายต่อประชากร 100,000 คน ในขณะที่รัฐฮัมบูร์ก (Hamburg) ซึ่งมีสัดส่วนผู้ได้รับวัคซีน 72.2% มีอัตราการติดเชื้อ 27 รายต่อประชากร 100,000 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สัดส่วนผู้ได้รับวัคซีนต่ำเป็นผลมาจากแนวคิดต่อต้านวัคซีน (Anti-Vaxxer) ซึ่งรุนแรงจนกระทั่งมีการข่มขู่แพทย์ที่กล่าวสนับสนุนการฉีดวัคซีนในบางรัฐ ประกอบกับผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด ซึ่งมีฐานเสียงทางฝั่งตะวันออกยังปฏิเสธการฉีดวัคซีน และรณรงค์ต่อต้านการฉีดวัคซีนและการสวมหน้ากากในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อเดือนกันยายน 2021 ที่ผ่านมา

– ระดับภูมิคุ้มกันที่ลดลง เนื่องจากประเทศในยุโรปเริ่มฉีดวัคซีนมาตั้งแต่ต้นปี ทำให้กลุ่มที่ได้รับวัคซีนในช่วงแรกมีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจากการศึกษาการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการในสหราชอาณาจักรพบว่า วัคซีน Pfizer มีประสิทธิผลลดลงจาก 90% เป็น 70% และวัคซีน AstraZeneca มีประสิทธิผลลดลงจาก 60% เป็น 50% ใน 5 เดือนหลังจากได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม

แต่เมื่อฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 3 พบว่าประสิทธิผลเพิ่มขึ้นเป็น 90% อีกครั้ง (ไม่ว่าจะได้รับวัคซีน Pfizer หรือ AstraZeneca มาก่อน) หลายประเทศจึงแนะนำให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หากล่าช้าก็อาจทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้วัคซีนยังสามารถป้องกันอาการรุนแรงได้ดี การติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนอาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขน้อยกว่าในกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน

-การผ่อนคลายมาตรการควบคุมและป้องกันโรค ยุโรปเริ่มผ่อนคลายมาตรการมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2021 ร้านอาหาร ผับ บาร์กลับมาเปิดให้บริการตามปกติ บางประเทศ เช่น เดนมาร์ก นอร์เวย์ เปิดเมืองอย่างเต็มรูปแบบและยกเลิกการใช้เอกสารรับรองการฉีดวัคซีน (วัคซีนพาสปอร์ต) ก่อนเข้าสถานที่ บรรยากาศที่ผ่อนคลายทำให้ประชาชนละเลยการป้องกันตัว เช่น การสวมหน้ากากอนามัย

นอกจากนี้จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นยังอาจเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ทำให้ผู้คนพบปะกันในอาคารมากขึ้น ซึ่งทั้งความหนาแน่น และอากาศถ่ายเทไม่สะดวกต่างเป็นปัจจัยเสี่ยงในการแพร่ระบาด และอัตราการติดเชื้อมีแนวโน้มคล้ายกับช่วงปลายปี 2020 ส่วนสายพันธุ์ที่ระบาดในขณะนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นสายพันธุ์เดลตา (B.1.617.2) และสายพันธุ์ในตระกูลเดียวกัน

📌 แล้วชาติยุโรปรับมืออย่างไร

หลายประเทศได้กลับมายกระดับมาตรการรับมือโควิดอีกครั้ง บางประเทศเดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับพลเมือง รวมถึงประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้ารับวัคซีน

ออสเตรียประกาศจำกัดการเดินทางผู้มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อทำให้เกิดความยุ่งยากและจูงใจให้เข้ารับการฉีดวัคซีน

เยอรมนีประกาศให้ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน ต้องตรวจหาเชื้อก่อนเดินทางด้วยรถโดยสารและรถไฟ ส่วนฝรั่งเศสประกาศให้ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อต่ออายุวัคซีนพาสปอร์ต

ในขณะที่เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่กลับมาประกาศล็อกดาวน์อีกครั้ง เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 16,000 คนติดต่อกัน (90 คนต่อประชากร 100,000 คน) โดยให้ประชาชนทำงานที่บ้าน เลื่อนเวลาปิดร้านอาหารและร้านค้าเร็วขึ้น ร้านกาแฟและสถานบันเทิงต้องปิดเวลา 20.00 น. และยกเลิกการเข้าชมการแข่งขันกีฬา แต่โรงเรียนยังเปิดตามปกติ ถึงแม้สัดส่วนผู้ได้รับวัคซีนจะสูงถึง 85% แล้วก็ตาม

อย่างเบลเยียมก็ประกาศมาตรการต่างๆ เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงการล็อกดาวน์ ให้ผู้คนจำกัดการติดต่อส่วนตัว เด็กตั้งแต่อายุ 10 ขวบในเบลเยียมจะต้องสวมหน้ากาก จากเดิมที่กำหนดให้เป็นอายุ 12 ปี การทำงานจากที่บ้าน 4 วันต่อสัปดาห์จะกลายเป็นภาคบังคับตั้งแต่วันเสาร์ บัตรผ่านที่รู้จักกันในชื่อ Covid Safe Tickets จะต้องใช้ในโรงละคร โรงภาพยนตร์ และพิพิธภัณฑ์ ชาวเบลเยียมทุกคน จะเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ภายในสิ้นเดือนเมษายนปีหน้า

สวีเดนก็จะเริ่มใช้บัตรฉีดวัคซีนโควิดตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นครั้งแรกสำหรับคอนเสิร์ตและกิจกรรมในร่มอื่น ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 คน “ คนที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ตามปกติ สิ่งสำคัญที่สุดของพวกคุณก็คือการฉีดวัคซีน” ลีนา ฮัลเลงเกรน รัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคม ซึ่งยอมรับว่ามาตรการนี้เป็นเรื่องยาก แต่บอกว่าสวีเดนไม่ได้แยกตัวออกจากส่วนอื่นๆ ของโลก

อังเดรย์ บาบิส นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐเช็ก บอกว่า ใครก็ตามที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน (หรือสามารถแสดงว่าพวกเขาหายจากโรคโควิด-19) จะถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมหรือบริการสาธารณะ ตั้งแต่วันจันทร์ การตรวจเชื้อที่ออกมาเป็นลบ ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว

ส่วนโฆษกรัฐบาลฝรั่งเศส กาเบรียล อัตตาล รายงานว่าฝรั่งเศสกำลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระลอกที่ 5 โดยเมื่อวันพุธ มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 20,000 คน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม แต่ไม่มีแผนใด ๆ อออกมารับมือ นอกเหนือพาสปอร์ตโควิดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจาก “เรารับมือได้ดีกว่าเดิมด้วยวัคซีนและบัตรผ่านด้านสุขภาพ”

เขาบอกว่าฝรั่งเศสอยู่ห่างจากสถานการณ์จากเมื่อหนึ่งปีที่แล้วหลายปีแสง และตอนนี้ใครก็ตามที่อายุ 50-64 ปีสามารถนัดรับการฉีดวัคซีนโควิดเข็มที่ 3 ได้แล้ว

ตรงกันข้ามสเปนและโปรตุเกส ซึ่งมีอัตราการกระจายวัคซีนที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป พบผู้ป่วยใหม่ในอัตราที่ต่ำกว่าทุกประเทศในยุโรปในระยะนี้ โดยเฉพาะสเปน ร้อยละ 88.9 ของประชากร 46 ล้านคน รับวัคซีนครบโดส ขณะที่โปรตุเกส ร้อยละ 86 ของประชากร 10 ล้านคนรับวัคซีนครบโดส

 

 

ที่มา :
nationtv : https://www.nationtv.tv/news/378852981
matichon : https://www.matichon.co.th/foreign/news_3046495
thestandard : https://thestandard.co/who-say-europe-is-the-only-increasing-coronavirus-area/
https://thestandard.co/a-pandemic-of-the-unvaccinated/
js100 : https://www.js100.com/en/site/news/view/111244

WHO ชี้ยุโรปภูมิภาคเดียวยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ