skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : WHO เจรจาซื้อยารักษาโควิด-19 คอร์สละ 330 บาท ส่งให้ประเทศยากจน

องค์การอนามัยโลกกำลังเจรจาซื้อยารักษาโควิด-19 เพื่อผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ในราคาคอร์สละ 10 ดอลลาร์ หรือประมาณ 330 บาท โดยระดมเงินทุนเพิ่มจากประเทศร่ำรวยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาโควิด-19 ทั่วโลก

โครงการ Access to COVID-19 Tools Accelerator (ACT-A) เป็นความร่วมมือระดับโลก นำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเร่งการพัฒนา การผลิต และการเข้าถึงการทดลอง การรักษา และวัคซีนโควิด-19 อย่างเท่าเทียมของประเทศทั่วโลก

📌 เอกสารลับ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า จากเอกสารฉบับหนึ่งที่แสดงรายละเอียดเป้าหมายของโครงการ ACT-A ไปจนถึงเดือนกันยายนปีหน้า ระบุว่า โครงการต้องการส่งชุดตรวจโควิด-19 ประมาณ 1 พันล้านชุดให้กับประเทศที่ยากจนกว่า และจัดหายาเพื่อรักษาสู่ผู้ป่วยจำนวน 120 ล้านคน โดยโครงการคาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 200 ล้านรายทั่วโลก ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

แม้ในเอกสารจะไม่ได้ระบุว่ายารักษาโควิด-19 ดังกล่าว คือ โมลนูพิราเวียร์ ที่ทดลองและผลิตโดยบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค (Merck & Co) แต่สำนักข่าวรอยเตอร์สคาดว่า โมลนูพิราเวียร์เป็นหนึ่งในยาที่โครงการ ACT-A เตรียมวางแผนซื้อ เนื่องจากโครงการกำลังเจรจาซื้อขายกับบริษัทเมอร์คอยู่ในขณะนี้ และเป็นยาเพียงตัวเดียวที่มีความโดดเด่นในประสิทธิภาพ จากการทดลองระยะที่ 3 สำหรับการรักษาผู้ป่วยโควิด-19

ในเอกสารระบุว่า โครงการ ACT-A คาดหวังที่จะซื้อยารักษาโควิด-19 ในราคา 10 ดอลลาร์ หรือประมาณ 330 บาทต่อหนึ่งคอร์ส ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับราคาที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตกลงซื้อโมลนูพิราเวียร์จากบริษัทเมอร์ค ล็อตแรกจำนวน 1.7 ล้านคอร์ส ในราคาคอร์สละ 700 ดอลลาร์ หรือประมาณ 23,000 บาท

โดยยาโมลนูพิราเวียร์ 1 คอร์ส สำหรับผู้ป่วย 1 คน ประกอบด้วยยาขนาด 200 มิลลิกรัม จำนวน 40 เม็ด ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 4 เม็ด ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน

📌 มุ่งกระจายยา ลดเหลื่อมล้ำ

บริษัทเมอร์คเคยกล่าวว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะให้การเข้าถึงยาได้ทันท่วงทีทั่วโลก โดยมีแผนการกำหนดราคายาตามระดับความสามารถในการจ่ายของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม การศึกษาโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประเมินว่า ต้นทุนการผลิตโมลนูพิราเวียร์ หากผลิตโดยผู้ผลิตยาทั่วไป อาจมีราคาอยู่ที่ประมาณ 20 ดอลลาร์  หรือประมาณ 670 บาท และราคาอาจจะลดลงได้มากที่สุดอยู่ที่ 7.7 ดอลลาร์ หรือประมาน 260 บาท ภายใต้การผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุด

แผนการในเอกสารดังกล่าวยังเน้นว่า องค์การอนามัยโลกต้องการอุดหนุนยาและชุดตรวจในราคาที่ค่อนข้างต่ำ หลังจากพ่ายแพ้การแข่งขันจัดหาวัคซีนให้กับประเทศร่ำรวย ที่รวบเสบียงวัคซีนในโลกไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศยากจนอื่นๆ แทบเข้าไม่ถึงวัคซีนโควิด-19

📌 หวังเสียงตอบรับจากนานาชาติ

โฆษกของโครงการ ACT-A กล่าวว่า เอกสารฉบับดังกล่าวซึ่งลงวันที่ 13 ต.ค.64 ยังคงเป็นเพียงฉบับร่างภายใต้การปรึกษาหารือ และปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาก่อนที่รายละเอียดต่างๆ จะออกมาอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม เอกสารฉบับนี้จะถูกส่งไปให้ผู้นำระดับโลกก่อนการประชุมสุดยอด G20 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในปลายเดือนนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเพิ่มเติมว่า โครงการ ACT-A ขอเงินทุนเพิ่มเติมจากประเทศ G20 และผู้บริจาครายอื่นๆ จำนวน 22.8 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7.6 ล้านล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการไปจนถึงเดือนกันยายน ปี 2022 สำหรับการซื้อและแจกจ่ายวัคซีน ยา และชุดตรวจโควิดไปยังประเทศที่ยากจนกว่า เพื่อลดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจน ขณะนี้ผู้บริจาคได้ให้คำมั่นว่าจะบริจาคเงิน 18.5 พันล้านดอลลาร์ให้กับโครงการแล้ว

📌 ความกังวลยังไม่คลาย

เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ รวมถึงสมาคมสิทธิบัตรยา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้การสนับสนุน แสดงความกังวลว่าประเทศร่ำรวยอาจจะแย่งซื้อ “ยาโมลนูพิราเวียร์” หลังจากมีหลายชาติทำสัญญาจัดซื้อยารักษาโควิด-19 กับเมอร์คไปแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีข้อตกลงจัดซื้อยา 1.7 ล้านชุด และอาจสั่งเพิ่มอีก 3.5 ล้านชุด ในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้า ด้วยราคาชุดละประมาณ 23,400 บาท

ขณะที่แผนการกระจายยาในปัจจุบัน อาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาการเข้าถึงยารักษาโควิด-19 ของกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางและยากจน หลังรายงานที่เตรียมเสนอต่อคณะทำงานจัดซื้อยาเพื่อประเทศยากจนของยูเอ็น ชี้ว่า หน่วยงานของยูเอ็นทำงานไม่เร็วพอในการจัดหาการรักษาใหม่ๆ ซึ่งรวมทั้งการจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ด้วย

นอกจากนี้ยังได้ออกมาเรียกร้องให้เมอร์ค ขยายใบอนุญาตการผลิตยาตัวนี้ไปยังโรงงานผลิตยาในประเทศต่างๆ เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีการทำสัญญากับ 8 บริษัทในอินเดีย เพื่อผลิตยาราคาถูกให้ 109 ประเทศทั่วโลก เนื่องจากมองว่าวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนยาและป้องกันราคายาที่พุ่งสูง

ล่าสุดตัวแทนรัฐบาลอินโดนีเซีย กำลังเดินทางเยือนสหรัฐฯในขณะนี้ เพื่อเตรียมเจรจากับบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค เกี่ยวกับการตั้งโรงงานผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ในอินโดนีเซีย

นายลูฮัต บินซาร์ ปันด์ไจตัน รัฐมนตรีการลงทุนของอินโดนีเซีย เปิดเผยระหว่างอยู่ที่สหรัฐฯเพื่อเตรียมประชุมกับผู้บริหารของเมอร์ค เกี่ยวกับการผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ โดยการประชุมจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ที่นิวยอร์ก ร่วมกับ นายบูดี กูนาดี ซาดิคิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่า ต้องการเป็นมากกว่าคนซื้อ แต่ต้องการให้เมอร์คเข้ามาลงทุนและตั้งโรงงานในอินโดนีเซีย

ด้านนายบูดี กูนาดี ซาดิคิน รัฐมนตรีสาธารณสุข กล่าวว่า “ทันทีที่เรามีวัคซีนและยารักษาโรคโควิด-19 เราก็จะสามารถลดความรุนแรงของโควิด-19 จากเดิมที่เป็นโรคระบาดร้ายแรง กลายเป็นเพียงโรคประจำถิ่น”

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 4.2 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 143,000 ราย

 

 

ที่มา :
voicetv : https://voicetv.co.th/read/-xmXLlB5P
mcot : https://tna.mcot.net/world-806322
thaipbs : https://news.thaipbs.or.th/content/308738
js100 : https://www.js100.com/en/site/news/view/110064

WHO หวังซื้อยารักษาโควิดคอร์สละ 10 USD

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ