SOCIAL : รองอธิบดีกรมการปกครอง แจงค่าใช้จ่ายฮัจย์ รบ.ซาอุฯขึ้นราคาทุกปี ผู้ประกอบการไม่ยอมเพิ่มเงินประกันจาก 80,400 บาทให้ใกล้เคียงราคาจริงราว 100,000 บาท เพื่อการดำเนินการจะได้ไม่ติดขัด.ประเด็นสำคัญ-ตั้งแต่ปี 60 ราคาฮัจย์ รบ.ซาอุฯขึ้นราคาทุกปี-กรมฯขอเก็บเงินประกันเพิ่มจาก 80,400 บาท เพื่อการดำเนินการจะได้ไม่ติดขัด-ผู้ประกอบการไม่ยอมจ่ายเพิ่มจาก 80,400 บาทและขอจ่ายทีหลัง-แต่ผู้ประกอบการเก็บเงินฮุจญาจมาเรียบร้อยแล้วก่อนไปฮัจย์ ราว 250,000 บาท(ราคาแตกต่างกันตามแพ็คเกจแต่ละบริษัท)*ข้อมูลทั่วไป-ทั้งค่าเครื่องบิน ค่าประกอบพิธีฮัจย์ รบ.ซาอุฯเป็นผู้กำหนด #มิใช่กรมการปกครองกำหนดราคา.จากกรณี ซาอุฯขึ้นราคาฮัจย์ และกองฮัจย์แจ้งเก็บผู้ประกอบการ กระชั้นชิด ทำให้ฮุจญาจหาเงินมาจ่ายไม่ทัน ผู้ประกอบการหลายบริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่าย ฮุจญาจบางรายต้องยกเลิกการเดินทางนั้น.นายสมศักดิ์ เจริญไพฑูรย์ รองอธิบดีกรมการปกครองให้สัมภาษณ์ไวท์นิวส์ โดยระบุว่า ผู้ที่จะไปฮัจย์ต้องจ่ายเงินประกัน 80,400 บาทแบ่งเป็น-ค่าการประกอบพิธีฮัจย์ (จ่ายให้รบ.ซาอุฯซึ่งเป็นผู้กำหนดราคา)เป็นเงิน 35,400 บาท-และค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเป็นเงิน 45,000 บาท.รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวต่อว่า กรมฯเก็บแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2560 และราคาก็เพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งค่าใช้จ่ายฮัจย์และค่าเครื่องบิน การไปฮัจย์ รบ.ซาอุฯกำหนดให้ต้องเป็นเครื่องบินของเขา 50% และซาอุฯก็เป็นคนกำหนดราคา ซึ่งเมื่อรวมค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากทางซาอุฯ ก็เกินเงินประกันที่เก็บตอนแรก 80,400 บาท.“กรมฯเรียกเก็บเพิ่มผู้ประกอบการเพื่อไปจ่ายซาอุฯแบบนี้ทุกปี ผู้ประกอบการก็ทราบ ว่าราคาของซาอุฯขึ้นทุกปี”.“กรมจะขอขึ้นค่าประกันให้มากกว่า 80,400 บาท เพื่อให้ใกล้เคียงกับราคาที่ซาอุฯเก็บตามความเป็นจริง (เพื่อการดำเนินการประสานงานจะได้ไม่ติดขัด) แต่ผู้ประกอบการขอร้องไม่ให้เก็บมากกว่านี้และขอใช้วิธีจ่ายเพิ่มทีหลัง ซึ่งปีต่อไปกรมฯจะขอปรับราคาค่าประกันใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและทำให้ประชาชนเข้าใจกรมการปกครองผิด”.
ประชาสัมพันธ์สำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการรัจย์แห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ 66
.ตามที่ได้ปรากฏข่าวสารทางสื่อมวลชนบางแห่งว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ปีนี้ราคาสูงมาก อีกทั้งผู้ประกอบกิจการฮัจย์บางรายมีการเรียกเก็บเพิ่มเติมจากผู้แสวงบุญ โดยอ้างว่ากรมการปกครองเรียกเก็บเพิ่มเติมนั้น.กรมการปกครองในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยขอชี้แจงว่า ในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ผู้แสวงบุญจะต้องลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ผ่านผู้ประกอบกิจการฮัจย์และชำระค่าประกันการเดินทางในอัตราคนละ 80,400 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยเห็นชอบตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน แยกเป็นค่าใช้จ่าย
เกี่ยวกับการประกอบพิธีฮัจย์ เป็นเงิน 35,400 บาทและค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเป็นเงิน 45,000 บาท.เนื่องจากสำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการรัจย์แห่งประเทศไทย ได้รับการแจ้งยืนยันราคาค่าบัตรโดยสารเครื่องบินพร้อมลงนามในสัญญากับสายการบินซาอุดีอาระเบียน แอร์ไลน์ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2566.ซึ่งกำหนดราคาสำหรับผู้ที่เดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ (ช่วงปลาย) ราคา 64,892 บาทและท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ราคา 68,442 บาท และของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สำหรับผู้ที่เดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ (ช่วงต้น) ราคา 58,175 บาท และท่าอากาศยานนราธิวาส ราคา 63,150 บาท.ฝ่ายเลขานุการจึงได้นำเสนอคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยเพื่อโปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบราคาค่าบัตรโดยสารเครื่องบินร่วมกับค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีฮัจย์.ซึ่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย กำหนดเป็นเงิน 6,770.90 ริยาล (ประมาณ 64,323.55 บาท) ซึ่งหลังจากได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยแล้ว สำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ แห่งประเทศไทย จึงได้ประกาศอัตราราคาค่าบัตรโดยสารเที่ยวบินขนส่งผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี พ.ศ. 2566 (ฮ.ศ. 1444) สำหรับผู้ที่เดินทางในแต่ละท่าอากาศยานให้ทราบโดยทั่วกันรวมเป็นเงิน 122,498.55 - 132,765.55 บาท ซึ่งจะต้องชำระเพิ่มเติมจากเงินประกันการเดินทางเป็นเงิน 13,175 - 39,518 บาท(ขึ้นอยู่กับท่าอากาศยานที่เดินทาง).
เนื่องจากการเก็บค่าประกันการเดินทางครั้งแรก ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
.สำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ขอเรียนว่า จากประกาศราคาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง จึงต้องเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้ประกอบกิจการฮัจย์เพื่อจะได้ชำระค่าบัตรโดยสารเครื่องบินให้แก่สายการบินและค่าดำเนินการเพื่อขอยื่นออกวีช่า (Visa) ให้แก่ราชอาณาจักรซาอุดีอาระบีย.ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดำเนินการมาทุกปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา.




